วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่: 8

บันทึกการเรียนครั้งที่: 8
วิชาการจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
(Mathematic Experiences Management for Early Childhood)
อาจารย์ผู้สอน: ด. ร. จินตนา สุขสำราญ (อาจารย์ประจำหลักสูตร)
ประจำวันที่: พุธที่ 08 มีนาคม พ.ศ. 2560 เวลา 08.3012.30

กลุ่มเรียน 101

ความรู้ที่ได้รับ
1. มิติสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ของลูกอมกับพื้นที่ของขวดโหล นำมาซึ่งการคาดคะเนจำนวนลูกอมที่อยู่ในขวดโหลได้
2. หลังจากการนับทุกครั้งควรมีการแทนค่าจำนวนด้วยตัวเลข ซึ่งตัวเลขที่ใช้ คือ เลขฮินดูอารบิก
3. ในการจัดกลุ่มสิ่งใดก็แล้วแต่ สิ่งที่สำคัญ คือ ต้องมีเกณฑ์การแบ่งที่ชัดเจน และ ง่ายต่อการจัดกลุ่ม
4. ในการสอนเรื่อง การเปรียบเทียบนั้น ควรเริ่มจากการเปรียบเทียบแค่ 2 กลุ่มก่อน พอเด็กมีพัฒนาการที่โตขึ้นหรือช่วงวัยที่มากขึ้น จึงค่อยๆเปลี่ยนเป็นการเปรียบเทียบ 3 กลุ่ม
5. ในการเลือกเรื่องสอนเด็ก ควรเลือกเรื่องที่ ใกล้ตัวเด็ก และ มีผลกระทบกับเด็ก เช่น ของที่เด็กใช้ในชีวิตประจำวัน บุคคลหรือสถานที่ ที่อยู่รอบๆตัวเด็ก

ประเมินตนเอง
        ตั้งใจเรียน นำเสนองานติดขัดบ้าง ตอบคำถามได้บ้างไม่ได้บ้าง
 ประเมินเพื่อน
         เพื่อนที่มาเรียนก็ตั้งใจเรียน ช่วยกันตอบคำถามและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
 ประเมินอาจารย์
          มีเทคนิคการสอนที่ดี พูดเสริมแรงให้นักศึกษาเกิดความรู้และเกิดทักษะใหม่ๆ




บันทึกการเรียนครั้งที่: 7

บันทึกการเรียนครั้งที่: 7
วิชาการจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
(Mathematic Experiences Management for Early Childhood)
อาจารย์ผู้สอน: ด. ร. จินตนา สุขสำราญ (อาจารย์ประจำหลักสูตร)
ประจำวันที่: พุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 เวลา 08.3012.30

กลุ่มเรียน 101


            เนื่องจากวันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ตรงกับสัปดาห์นิทรรศการที่จัดแสดงโดย นักศึกษาชั้นปีที่ 5 สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม อาจารย์จึงให้นักศึกษาทุกคนเข้าร่วมชมนิทรรศการณ์ และเข้าเรียนตามปกติ

ความรู้ที่ได้รับ

1. การเรียนแบบ Project Approach
             กิจกรรมในห้องเรียนมีการเรียนรู้หลากหลายอย่างเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กัน เด็กสามารถเลือกตามความสนใจของเด็กเป็นส่วนใหญ่ แต่ครูจะชักชวนให้เด็กได้ฝึกทักษะจากสื่อหลากหลายและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ตามความพร้อมของเด็กแต่ละคน ทั้งเป็น กลุ่มใหญ่ กลุ่มเล็ก และรายบุคคล สลับกันไป โดยคำนึงถึงความแตกต่างของเด็กแต่ละคนในทุกด้าน
Project Approach
              เป็นวิธีการเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพให้แก่เด็กเพื่อเตรียมพร้อมสู่ศตวรรษที่ 21 และ ศตวรรษต่อๆไป Project Approach ช่วยเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆรอบตัวเด็กอย่างลุ่มลึกด้วยตนเอง สอนให้เด็กรู้วิธีการเรียนรู้ (Learning to Learn) ทำให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองต่อไปได้ตลอดชีวิต และยังสอนวิธีการคิดรูปแบบต่างๆ (Learning to Think) ให้แก่เด็กอีกด้วย ทำให้เด็กสามารถพิจารณาข้อมูลอย่างมีเหตุมีผล นำข้อมูลมาเปรียบเทียบวิเคราะห์ สังเคราะห์ พิจารณาถึงความถูกต้องและประโยชน์ได้ตามวัย การเรียนรู้แบบ Project Approach บูรณาการวิชาต่างๆให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างมีความหมายและเป็นที่สนใจของเด็ก ไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์ ภาษา วิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สังคมศึกษา สุขศึกษา หรือประวัติศาสตร์ การเรียนรู้แบบ Project Approach เป็นที่ยอมรับกันแพร่หลายในวงการการศึกษาในหลายประเทศทั่วโลกว่าเป็นวิธีการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการทำงานของสมอง (Brain Based Learning) อย่างมาก

         Project Approach เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆที่เด็กสนใจในโลกแห่งความเป็นจริงและพบเห็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งเด็กๆสามารถศึกษาได้โดยง่าย ทั้งที่โรงเรียน ที่บ้าน และในชุมชน การเรียนรู้แบบ Project Approach นี้ ช่วยให้เด็กมีทักษะการเรียนรู้อย่างลุ่มลึกในสิ่งที่เด็กต้องการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง อันเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของการเรียนรู้ตลอดชีวิตของเด็ก นอกจากนั้น Project Approach ยังตั้งอยู่บนรากฐานของทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligence) และช่วยพัฒนาจิต 5 ประการ (Five Minds of the Future) ด้วย การดำเนินการเรียนรู้แบบ Project Approach มีการดำเนินการคล้ายคลึงกับการเรียนรู้แบบ Constructionism ด้วยแต่สามารถนำมาใช้กับเด็กปฐมวัยหรือเด็กอนุบาล ได้อย่างมีประสิทธิภ
วิธีการเรียนรู้แบบ Project Approach
             เด็กวัยอนุบาลชอบที่จะสำรวจสืบค้น ! เด็กๆสนุกสนานกับการได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัว Project Approach ทำให้เด็กได้เป็นผู้ลงมือทำการศึกษาสิ่งต่างๆใกล้ตัวเด็กที่เด็กๆสนใจ และมีคุณค่าที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งนั้น Projects เปรียบเสมือนเรื่องราวที่สนุกตื่นเต้น

            Project Approach คือ การเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลก เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนามาจากการจัดการเรียนรู้แบบ Regio Emilia ในประเทศอิตาลี ด้วยวิธีการเรียนรู้แบบนี้ เด็กจะเรียนรู้ลุ่มลึกในเรื่องที่เด็กสนใจ อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งนั้น เป็นการเรียนรู้ที่เด็กจะเป็นนักวิจัยตัวน้อย วิธีการเรียนรู้แบบ Project Approach จะช่วยให้ครูบูรณาการกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมศึกษา หรือสุขศึกษา เข้าไปให้เด็กได้สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นวิธีการที่เด็กจะเรียนรู้ว่าจะสามารถหาคำตอบหรือข้อมูลของสิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างไร และแหล่งข้อมูลหรือแหล่งเรียนรู้มีที่ใดบ้าง เด็กจะได้รับประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้และแบ่งปันความรู้ของตนให้ผู้อื่นรับทราบด้วยวิธีที่หลากหลาย การเรียนรู้แบบ Project Approach มี 3 ระยะ ดังนี้
       Project Approach ระยะที่1 – เริ่มต้น
                  เด็กๆเลือกว่าจะศึกษาเรื่องอะไร โดยครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ
เด็กๆอภิปรายว่า มีความรู้เดิมอะไร เกี่ยวกับเรื่องที่เลือกแล้วบ้าง ครูช่วยให้เด็กๆบันทึกความคิดของเด็กๆ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น วาด ปั้น จำลอง ฯลฯ
เด็กๆบอกข้อสงสัยที่เด็กๆมีเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กๆจะเรียนรู้ และครูช่วยให้เด็กๆสรุปตั้งคำถามที่เด็กๆต้องการ หาคำตอบในระหว่างการสำรวจสืบค้นครั้งนี้ และบันทึกคำถามเหล่านั้น
เด็กๆพูดคุยเกี่ยวกับว่าคำตอบที่เด็กๆจะสำรวจสืบค้นได้นั้น น่าจะเป็นอะไร อย่างไร ครูช่วยเด็กๆบันทึกความคาดคะเนของเด็กๆไว้ เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลในภายหลัง
            Project Approach ระยะที่2 – การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนรู้
ครูช่วยเด็กๆวางแผนไปสถานที่ต่างๆ ที่เด็กๆสามารถสำรวจ สืบค้นได้ รวมถึงการจัดหาวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่เด็กๆสนใจเรียนรู้ ที่จะสามารถตอบคำถามของเด็กๆได้ มาให้ความรู้กับเด็กๆ
เด็กๆใช้หนังสือและคอมพิวเตอร์ในการสืบค้นข้อมูล โดยมีครูเป็นผู้ช่วยเหลือ
ในระหว่างกิจกรรมในวงกลมที่เด็กๆสามารถประชุมร่วมกัน และนำเสนอรายงานสิ่งที่เด็กๆค้นพบในการทำกิจกรรมต่างๆเป็นระยะ ครูส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กๆถามคำถามและให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กๆแต่ละคนได้ค้นพบคำตอบหรือเรียนรู้ด้วย
เด็กๆวาดภาพ ถ่ายภาพ เขียนคำและป้ายต่างๆ สร้างกราฟและหรือแผนภูมิสิ่งที่เด็กๆวัดและนับ แล้วเด็กๆก็สร้างจำลองสิ่งที่เด็กๆสนใจเรียนรู้กัน เมื่อเด็กๆเรียนรู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เด็กๆสามารถพิจารณาทบทวนและเพิ่มเติมหรือทำจำลองใหม่ให้ดีขึ้นกว่าเดิมไปได้เรื่อยๆด้วย
            Project Approach ระยะที่3 – การสรุป Project
เด็กๆอภิปรายกันถึงหลักฐานต่างๆที่เด็กๆได้สืบและค้นพบที่ช่วยให้เด็กๆตอบคำถามที่เด็กๆตั้งไว้ได้ และเด็กๆจะได้เปรียบเทียบสิ่งที่เด็กๆเรียนรู้กับความรู้เดิมของเด็กๆว่าตรงกันหรือไม่ รวมถึงเปรียบเทียบกับการคาดคะเนของเด็กๆที่ทำไว้ตั้งแต่ระยะแรกด้วย
เด็กๆช่วยกันวางแผนจัดแสดงให้ผู้ปกครองและเพื่อนๆ และบุคคลอื่นๆได้เห็น วิธีการเรียนรู้ กิจกรรม ผลงาน และสิ่งที่เด็กๆค้นพบเรียนรู้
เด็กๆลงมือจัดแสดงเพื่อแบ่งปันความรู้และเรื่องราวเกี่ยวกับ “ Project Approach ” ของเด็กๆ ครูจะได้ช่วยสนับสนุนส่งเสริมนักสืบรุ่นจิ๋วเหล่านี้วางแผน และดำเนินการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กๆทำ และค้นพบกันอย่างสนุกสนาน กระตือรือร้นและภาคภูมิใจ

     หลักการ STEM
คือ S = วิทยาศาสตร์ ( กระบวนการทำ ดังนี้ สำรวจปัญหา ตั้งสมมติฐาน ทดลอง พิสูจน์ )
      T = เทคโนโลยี ( การใช้เทคโนโลยีต่างๆเข้ามีส่วนในการปฏิบัติกิจกรรม )
      E = การออกแบบ ( การวางแผน การออกแบบขั้นตอนการปฏิบัติกิจกรรม )
      M = คณิตศาสตร์ ( การบูรณาการทักษะทางคณิตศาสตร์กับการปฏิบัติกิจกรรม
              เช่น การตวงส่วนผสม
                - การเรียนแบบ โปรเจค นั้นต้องใช้เวลาในการเรียนเป็นแบบระยะยาว เนื่องจากเด็กจะได้ศึกษาเรื่องราวที่ต้องการศึกษาจนถ่องแท้ ต้องศึกษาหาคำตอบ ตลอดจนลงมือปฏิบัติเพื่อให้ได้คำตอบ โดยมีครูเป็นผู้แนะนำ และ คอยอำนวยความสะดวกให้
2. สื่อนวัตกรรมการศึกษา
- สื่อมอนเตสเซอรี่
มีดังนี้ คือ 1) ภาษา : เริ่มจากการให้เด็กใช้การสัมผัส
                2) ชีวิตประจำวัน : ฝึกทักษะต่างๆที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การเรียงลำดับ
                3) คณิตศาสตร์ : เน้นทักษะการแก้ปัญหาและต้องแก้จนสำเร็จจึงจะเปลี่ยนสื่อได้
- สื่อการสอน : มีหลากหลายรูปแบบแล้วแต่หน่วยการเรียนรู้ที่จัดให้กับเด็ก ครูต้องดูความเหมาะสมในด้านต่างๆทั้ง วัย พัฒนาการ และ ความปลอดภัย
- สื่อที่มีคุณภาพ คือ ต้อวผ่านการเล่นของเด็ก
3. แผนการจัดการเรียนรู้
- แผนการสอนของแต่ละโรงเรียนมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสังกัดของโรงเรียนนั้นๆ เช่น โรงเรียนเอกชน โรงเรียนสังกัดรัฐบาล โรงเรียนสังกัด สพฐ.
- ในการจัดการเรียนรู้ 1 วัน ประกอบด้วย 6 กิจกรรมหลัก แต่ละกิจกรรมสามารถยืดหยุ่นเวลาได้ และต้องมีการบูรณาการทักษะต่างๆสอดแทรกลงไปมนทั้ง 6 กิจกรรม

ประเมินตนเอง
        ตั้งใจเรียน มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระมากยิ่งขึ้น มีเนื้อหาบางเนื้อหาที่ไม่ค่อยเข้าใจ
 ประเมินเพื่อน
        ตั้งใจเรียน ให้ความมือในการเรียน ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย
 ประเมินอาจารย์       
        สอนได้เข้าใจง่าย จังหวะการพูดไม่ช้า ไม่เร็วจนเกินไป แต่เนื้อหาก็สอนเร็วเกินไป มีน้ำเสียงที่พอดี ร้องเพลงได้ไพเราะ ไม่ผิดไม่เพี้ยน ใช้คำถามเพื่อกระตุ้นให้นักศึกษามีความกระตือรือล้น 


บันทึกการเรียนครั้งที่: 6

บันทึกการเรียนครั้งที่: 6
วิชาการจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
(Mathematic Experiences Management for Early Childhood)
อาจารย์ผู้สอน: ด. ร. จินตนา สุขสำราญ (อาจารย์ประจำหลักสูตร)
ประจำวันที่: พุธที่ 08 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 เวลา 08.30 – 12.30

กลุ่มเรียน 101

ความรู้ที่ได้รับ

ต่อจากสัปดสห์ที่แล้ว 
สาระ 3 : เรขาคณิต
   มาตรฐาน ค.ป. 3.1 รู้จักใช้คำในการบอกตำแหน่ง ทิศทาง และระยะทาง
   มาตรฐาน ค.ป. 3.2 รู้จักจำแนกรูปเรขาคณิต และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงรูปเรขาคณิตที่เกิดจากการจัดกระทำ
ตำแหน่ง ทิศทาง ระยะทาง
รูปเรขาคณิตสามมิติ และ รูปเรขาคณิตสองมิติ
         - ทรงกลม ทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก กรวย ทรงระบอก
         - รูปวงกลม รูปสามเหลี่ยม รูปสี่เหลี่ยม
         - การเปลี่ยนแปลงรูปเราขาคณิตสองมิติ
         - การสร้างสรรค์งานศิลปะ รูปเรขาคณิตสามมิติและสองมิติ

สาระที่ 4 : พีชคณิต
  มาตรฐาน ค.ป. 4.1 เข้าใจแบบรูปและความสัมพันธ์
แบบรูปและความสัมพันธ์
            - แบบรูปของรูปที่มี รูป ขนาด หรือ สี ที่สัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่ง

สาระที่ 5 : การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น
  มาตรฐาน ค.ป. 5.1 รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตนเองและสิ่งแวดล้อมที่จะนำเสนอ
การเก็บข้อมูล
         - แผนภูมิ

สาระที่ 6 : ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์
          - การแก้ปัญหา การให้เหตุผล การสื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์และการนำเสนอ
          - การเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์และเชื่อมโยงคณิตศาตร์กับศาสตร์อื่นๆ และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์


ประเมินตนเอง
        ตั้งใจเรียน มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระมากยิ่งขึ้น 
 ประเมินเพื่อน
        ตั้งใจเรียน ให้ความมือในการเรียน ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย
 ประเมินอาจารย์        
        สอนได้เข้าใจง่าย จังหวะการพูดไม่ช้า ไม่เร็วจนเกินไป มีน้ำเสียงที่พอดี 


บันทึกการเรียนครั้งที่: 5

บันทึกการเรียนครั้งที่: 5
วิชาการจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
(Mathematic Experiences Management for Early Childhood)
อาจารย์ผู้สอน: ด. ร. จินตนา สุขสำราญ (อาจารย์ประจำหลักสูตร)
ประจำวันที่: พุธที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 เวลา 08.30 – 12.30

กลุ่มเรียน 101

ความรู้ที่ได้รับ

มาตรฐาน คือ
         เครื่องมือในการบอกคุณภาพ โดยมีเกณฑ์เป็นตัวกำหนดและใช้เกณฑ์ขั้นต่ำในการวัดประเมินผล

กรอบมาตรฐานการเรียนรู้คณิตศาสตร์ปฐมวัย
         เด็กปฐมวัยเรียนรู้อะไรในคณิตศาสตร์ ให้เด็กได้เตรียมความพร้อมด้านต่างๆทางคณิตศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในชั้นประถมศึกษา

สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
         สาระที่ 1 : จำนวนและการดำเนิน (จำนวนโดยการหาคำตอบ)
         สาระที่ 2 : การวัด (หาค่าในเชิงปริมาณ, เครื่องมือที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ)
         สาระที่ 3 : เรขาคณิต (รูปร่าง)
         สาระที่ 4 : พีชคณิต ( ความสัมพันธ์ของจำนวน)
         สาระที่่ 5 : การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น
         สาระที่ 6 : ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์

คุณภาพของเด็กเมื่อจบการศึกษาปฐมวัยทางคณิตศาสตร์
         1. มีความคิดเชิงคณิตศาสตร์ ( Mathematical Thinking)
                   - จำนวนนับ 1 ถึง 20
                  - เข้าใจหลักการนับ (เพิ่มขึ้นทีละ 1)
                  - รู้จักตัวเลขฮินดูอารบิกและตัวเลขไทย ( รู้จักตัวเลข)
                  - รู้ค่าของจำนวน ( ต้องมีทักษะการนับเป็นอันดับแรก ถึงจะรู้ค่าของจำนวนได้)
                  - เปรียบเทียบ เรียงลำดับ ( บอกค่าและจำนวน และนำมาเปรียบเทียบ โดยอ้างอิงจากเกณฑ์ในการเปรียบเทียบ
                  - การรวมและการแยกกลุุ่ม เช่น ติดป้ายชื่อการมาเรียน กับการมาเรียน)
         2. มีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับความยาว น้ำหนัก ปริมาตร เงิน และ เวลา
                 - เปรียบเทียบ เรียงลำดับ และวัดความยาว น้ำหนัก ปริมาตร
                - รู้จักเงินเหรียญและธนบัตร
               - เข้าใจเกี่ยวกับเวลาและคำชี้ใช้บอกช่วงเวลา (กิจกรรมที่ใช้ในการบอกเด็ก เช่น การเข้าแถว )
          3. มีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานทางเรขาคณิต
                - ตำแหน่ง ทิศทาง ระยะทาง
               - รูปเรขาคณิตสามมิติและรูปเรคณิตสองมิติ
          4. มีความรู้ความเข้าใจรูปของที่มีรูปร่าง ขนาดสี ที่สัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง
          5. มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลและนำเสนอข้อมูลในรูปแบบแผนภูมิอย่างง่าย
          6. มีทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่จำเป็น

สาระและมาตรฐานการเรียนรู้คณิตศาสตร์สู่การปฏิบัติในชั้นเรียน
สาระที่ 1 : จำนวนและการดำเนินการ
      มาตรฐาน ค.ป. 1.1 เข้าใจถึงความหลากหลายของการแสดงจำนวนและการใช้จำนวนในชีวิตจริง
จำนวน
        - การใช้จำนวนบอกปริมาณที่ได้จากการนับ
        - การอ่านตัวเลขฮินดูอารบิกและตัวเลขไทย
        - การเขียนตัวเลขฮินดูอารบิกแสดงจำนวน
        - การเปรียบเทียบจำนวน
        - การเรียงลำดับจำนวน
การรวมและการแยกกลุ่ม
        - ความหมายของการรวม ( ทำให้เพิ่มขึ้น )
        - การรวมสิ่งต่างๆสองกลุ่มที่มีผลรวมไม่เกิน 10
        - ความหมายของการแยก ( ทำให้ลดลง )
        - การแยกกลุ่มย่อยออกจากกลุ่มใหญ่ที่มีจำนวนไม่เกิน 10

สาระที่ 2 : การวัด 
  มาตรฐาน ค.ป. 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัดความยาว น้ำหนัก ปริมตร เงิน และเวลา
ความยาว น้ำหนัก และปริมาตร
       - เปรียบเทียบ / วัด / เรียงลำดับความยาว
       - เปรียบเทียบ / ชั่ง / การเรียงลำดับน้ำหนัก
       - เปรียบเทียบ / ปริมาตร / ตวง
เงิน
        - ชนิดค่าของเงิน / เหรียญ / ตวง
เวลา- ช่วงเวลาในแต่ละวัน
        - ชื่อวันในสัปดาห์และคำที่ใช้บอกเกี่ยวกับวัน

สาระ 3 : เรขาคณิต
   มาตรฐาน ค.ป. 3.1 รู้จักใช้คำในการบอกตำแหน่ง ทิศทาง และระยะทาง
   มาตรฐาน ค.ป. 3.2 รู้จักจำแนกรูปเรขาคณิต และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงรูปเรขาคณิตที่เกิดจากการจัดกระทำ
ตำแหน่ง ทิศทาง ระยะทาง
รูปเรขาคณิตสามมิติ และ รูปเรขาคณิตสองมิติ
        - ทรงกลม ทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก กรวย ทรงระบอก
        - รูปวงกลม รูปสามเหลี่ยม รูปสี่เหลี่ยม
        - การเปลี่ยนแปลงรูปเราขาคณิตสองมิติ
        - การสร้างสรรค์งานศิลปะ รูปเรขาคณิตสามมิติและสองมิติ

สาระที่ 4 : พีชคณิต
  มาตรฐาน ค.ป. 4.1 เข้าใจแบบรูปและความสัมพันธ์
แบบรูปและความสัมพันธ์
         - แบบรูปของรูปที่มี รูป ขนาด หรือ สี ที่สัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่ง

สาระที่ 5 : การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น
  มาตรฐาน ค.ป. 5.1 รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตนเองและสิ่งแวดล้อมที่จะนำเสนอ
การเก็บข้อมูล
         - แผนภูมิ

สาระที่ 6 : ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์
         - การแก้ปัญหา การให้เหตุผล การสื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์และการนำเสนอ
        - การเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์และเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่นๆ และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

ประเมินตนเอง
        ตั้งใจเรียน มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระมากยิ่งขึ้น ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย ให้ความร่วมมือในการเรียน
 ประเมินเพื่อน
        ตั้งใจเรียน ให้ความมือในการเรียน ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย
ประเมินอาจารย์       
        สอนได้เข้าใจง่าย จังหวะการพูดไม่ช้า ไม่เร็วจนเกินไป มีน้ำเสียงที่พอดี ร้องเพลงได้ไพเราะ ไม่ผิดไม่เพี้ยน ใช้คำถามเพื่อกระตุ้นให้นักศึกษามีความกระตือรือล้น ทำให้เกิดความรู้มากยิ่งขึ้น


บันทึกการเรียนครั้งที่: 4

บันทึกการเรียนครั้งที่: 4
วิชาการจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
(Mathematic Experiences Management for Early Childhood)
อาจารย์ผู้สอน: ด. ร. จินตนา สุขสำราญ (อาจารย์ประจำหลักสูตร)
ประจำวันที่: พุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2560 เวลา 08.30 – 12.30

กลุ่มเรียน 101

ความรู้ที่ได้รับ

1.ความหมายของ "คณิตศาสตร์"        
           คณิตศาสตร์ หมายถึง เป็นศาสตร์วิชาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขและการคำนวณ เป็นวิชาที่มีสำคัญในชีวิตประจำวันของทุกคน ทุกอาชีพล้วนมีคณิตศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องในการทำงานทั้งสิ้น เด็กปฐมวัยจึงจำเป็นต้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์เพราะเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้วิชาอื่นๆต่อไป

2. ความสำคัญของ "คณิตศาสตร์"
           คณิตศาตร์เป็นวิชาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการคิดและการพิสูจน์อย่างมีเหตุผล เป็นภาษาสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่ใช้สื่อความหมายได้อย่างรัดกุมและถูกต้อง นอกจากนี้ยังสามารถฝึกให้เป็นคนมีเหตุผล มีปฏิภาณไหวพริบ มีการทำงานเป็นระบบระเบียบอย่างเป็นขั้นตอน และเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของทุกคนอีกด้วย

3. ประโยชน์ของ "คณิตศาสตร์"         
            - เด็กสามารถจำแนกสิ่งของออกเป็นหมวดหมู่ เช่น ขนาด ปริมาณ รูปทรง เป็นต้น
            - นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การซื้อ-การขายสินค้า การบอกเวลา การนับจำนวน เป็นต้น
            - สามารถนำไปจัดเกมการศึกษา เช่น การจับคู่ภาพกับจำนวน เป็นต้น

4. ทักษะพื้นฐานทาง " คณิตศาสตร์ "
     ตัวอย่างเช่น
          - การนับ
          - การคำนวณ
          - เรขาคณิต
          - การเรียงลำดับ
         - การเปรียบเทียบ
         - การตวงวัด
         - การจัดกลุ่ม
         - เวลา
         - แบบรูป

5. สาระของคณิตศาสตร์ที่เด็กปฐมวัยควรเรียนรู้
           1. จำนวนและการดำเนินการ
            2. การวัด
            3. เรขาคณิต
            4. พีชคณิต
            5. การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น



ประเมินตนเอง            
            ตั้งใจเรียน ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย อาจจะมีบ้างที่ไม่เข้าใจในเนื้อหาที่เรียน
 ประเมินเพื่อน           
            ให้ความร่วมมือในการเรียนการสอน ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย มีความกระตือรือล้นในการเรียน ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและตอบคำถาม
 ประเมินอาจารย์ผู้สอน             
             การแต่งกายเรียบร้อย มีน้ำเสียงสูงต่ำตามจังหวะ สอนเข้าใจง่าย แต่มีบางครั้งที่สั่งงานแล้วนักศึกษาไม่ค่อยเข้าใจ



วันอังคารที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่: 2



บันทึกการเรียนครั้งที่: 2
วิชาการจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
(Mathematic Experiences Management for Early Childhood)
อาจารย์ผู้สอน: ด. ร. จินตนา สุขสำราญ (อาจารย์ประจำหลักสูตร)
ประจำวันที่: พุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560 เวลา 08.30 – 12.30
กลุ่มเรียน 101








เนื่องจากสัปดาห์นี้ข้าพเจ้ายังยังออกปฏิบัติการวิชาชีพครู 2 จึงทำให้ข้าพเจ้ายังไม่สามารถเข้าเรียนในคาบเรียนนี้ได้